วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

บทที่14 ระบบย่อยอาหาร

14. ระบบย่อยอาหาร


               การย่อยอาหาร หมาย ถึง กระบวนการแปรสภาพขนาดโมเลกุลของสารอาหารจากโมเลกุลขนาดใหญ่
จนเป็นโมเลกุลขนาดเล็กที่สามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้       
                การย่อยอาหารในสิ่งมีชีวิต
 จุลินทรีย์ ย่อยภายใน FOOD VACUOLE
 ไฮดรา และพลานาเรีย ย่อยภายใน GASTROVASCULAR CAVITY
 ไส้เดือนดินมีระบบทางเดินอาหารสมบูรณ์ประกอบด้วยคอหอย ( PHARYNX ) หลอดอาหาร ( ESOPHAGUS ) กระเพาะพักอาหาร ( CROP ) กึ๋น ( GIZZARD ) และลำไส้
  สัตว์กินพืช เช่น วัว ควาย แพะ แกะ มีกระเพาะ 4 ส่วน คือ RUMEN ( ผ้าขี้ริ้ว ) และ RETICLUM ( รังผึ้ง ) ซึ่งมีแบคทีเรียที่ย่อยเซลลูโลสถัดมาคือ OMASUM ( สามสิบกลีบ ) และกระเพาะจริง ( ABOMASUM ) และมีไส้ติ่งขนาดใหญ่ช่วยในการย่อยอาหารได้

                             ระบบย่อยอาหารของคน ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ
      ก.  ท่อเดินอาหาร ( ALIMENTARY CANAL ) ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ดังนี้
1. ปาก ( MOUTH CAVITY )
2. หลอดคอหรือคอหอย ( PHARYNX )
3. หลอดอาหาร ( ESOPHAGUS )
4. กระเพาะ ( STOMACH )
5.  ลำไส้เล็ก ( SMALL INTESTINE )

               ข้อควรจำ
      กระเพาะอาหารจะหลั่งกรดเกลือความเข้มข้น 0.2% เพื่อกระตุ้นให้ เอมไซม์เปปซินสามารถทำงานได้
              
                ตัวอย่างข้อสอบ
      ในกระเพาะอาหารมี ph ประมาณ
ก. 10
ข.  6
ค.  4
ง.   2
ตอบ ง.

                ข้อควรจำ
      ผนังลำไส้เล็ก มีโครงสร้างเล็กๆ ยื่นออกมาจากพื้นของลำไส้เล็กคล้ายเส้นขนของพรม เรียกว่า วิลลัส ( VILLUS ) เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัสระหว่างอาหารกับผนังลำไส้เล็ก ภายในวิลลัสจะมีกลุ่มเส้นเลือดฝอยอยู่เพื่อการดูดซึมสารอาหารต่างๆ

                ตัวอย่างข้อสอบ
      อาหารประเภทใดที่สามารถซึมผ่านเส้นเลือดฝอยใน VILLUS ของลำไส้เล็กได้
ก.  เพฟไทด์
ข.  โมเลกุลของกรดไขมัน
ค.  มอลโทส
ง.   วิตามิน
ตอบ ง.

                           การย่อยอาหารแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการ คือ
1. การย่อยเชิงกล ( MECHANICAL DIGESTION ) เป็นการทำให้อาหารมีขยาดเล็กลง โดยการบดเคี้ยวของฟัน กึ๋น ( GIZZARD ) และการบีบตัวของทางเดินอาหาร
2. การย่อยทางเคมี ( CHEMICAL DIGESTION ) เป็นการย่อยโมเลกุลของอาหารโดยอาศัยเอนไซม์การย่อยให้มีขนาดเล็กลง
                                                            
                                                   การย่อยทางเคมีของคน


                 ข้อควรจำ
      น้ำดีเป็นน้ำที่มีสีเขียวใส สร้างจากตับแล้วส่งมาเก็บที่ถุงน้ำดี ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เกลือน้ำดี
( BILE SALT ) รงควัตถุน้ำดี ( BILE PIGMENT ) และ คลอเรสเตอรอล ( CHLORESTEROL ) เกลือน้ำดีจะทำให้ไขมันแตกตัวเป็นก้อนเล็กๆ ( EMULSION ) เพื่อให้ LIPASE สามารถย่อยต่อไปได้

                 ตัวอย่างข้อสอบ
      คนไข้ตัดถุงน้ำดี ควรงดบริโภคอาหารชนิดใด
ก. ขนมปัง
ข. เต้าหู้
ค. ปลาสำลี
ง. หมูสามชั้น
ตอบ ง.

      สิ่งที่จะถูกย่อยได้ดีในน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารคน คือ
ก. เผือก
ข. เนย
ค. ปลา
ง. น้ำผึ้ง
ตอบ ค.

6. ลำไส้ใหญ่ ( LARGE INTESTINE )
7. ไส้ตรง ( RECTUM )
8. ทวารหนัก ( ANUS )

               ข้อควรจำ
1. ลำไส้เล็ก เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหาร ผ่านวิลลัส เข้าสู่เส้นเลือดฝอย
2. ลำไส้ใหญ่ไม่มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารแต่จะดูดน้ำออกจากกากอาหาร
3. กระเพาะอาหารสามารถดูดซึมแอลกอฮอล์และยาบางชนิดได้

                 ข. อวัยวะช่วยในการย่อยอาหาร ( ACCESSORY ORGANS )
1. ตับ ( LIVER ) หลั่งน้ำดีช่วยในการย่อยไขมัน
2. ตับอ่อน ( PANCREAS ) หลั่งน้ำย่อย และ NaHCO3

                ข้อควรจำ
1. น้ำดีที่หลั่งจากตับไม่จัดว่าเป็นน้ำย่อย เนื่องจากมีการเปลี่ยนสภาพภายหลังจากที่ช่วยให้ไขมันแตกตัว
2. NaHCO3 ที่หลั่งมาจากตับอ่อนจะทำหน้าที่ช่วยปรับค่า ph ของอาหารที่มาจากกระเพาะให้มีความเหมาะสมต่อการทำงานของเอนไซม์ที่อยู่ในลำ ไส้เล็ก ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาวะที่เป็นเบส

                ตัวอย่างข้อสอบ
      ส่วนใดของลำไส้เล็กที่มีการดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้วมากที่สุด
ก. ดูโอดีนัม
ข. เจจูนัม
ค. ไอเลียม
ง. พิลอริก
ตอบ ข.

      โซเดียมไบคาร์บอเนตที่ตับอ่อนส่งไปยังดูโอดีนัม นั้นทำหน้าที่อะไร
ก. ย่อยอาหารโปรตีน
ข. ย่อยอาหารไขมัน
ค. ทำให้ไขมันแตกตัว
ง. ทำให้ PHในลำไส้เล็กเหมาะสมกับการทำงานของเอนไซม์
ตอบ ง.

บทที่13 การตอบสนองของพืช

13. การตอบสนองของพืช


                                            การตอบสนองของพืชต่อสิ่งแวดล้อม
                     การเคลื่อนไหวของพืช
ก.  การเคลื่อนไหวที่เกิดจากการเจริญเติบโต (GROWTH MOVEMENT)       
1. การเคลื่อนไหวอัตโนมัติ (AUTOMATIC MOVEMENT) มีออกซิเจนเป็นตัวกระตุ้น
- NUTATION การเคลื่อนไหวแบบสั่น เป็นการส่ายของพืชที่เกิดจากส่วนต่างๆของปลายยอดพืชเจริญเติบโตไม่เท่ากัน เช่น ต้นถั่ว
- CIRCUMNUTATION (SPIRALMOVEMENT) เป็นการเคลื่อนไหวแบบบิดเป็นเกลียว ขณะเจริญเติบโต เช่น เถาวัลย์

            ตัวอย่างข้อสอบ
      ข้อใดอธิบายความหมายของนิวเตชั่นได้ถูกต้อง
ก. การพันหลักของมือเกาะต้นตำลึง
ข. การบิดเป็นวงเหมือนยอดพืชตระกูลถั่ว
ค. การหุบบานของดอกบัวเมื่อได้รับแสง
ง.  การเคลื่อนที่ของพืชอันเนื่องจากแสงเป็นสิ่งเร้า
ตอบ ข.

2. การเคลื่อนที่เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก (STIMULUS MOVEMENT)
เกิดจากการกระตุ้นของออกซินและสิ่งเร้าร่วมกัน
      2.1 NASTIC MOVEMENT (NASTY) เป็นการเคลื่อนไหวโดยไม่สัมพันธ์ กับทิศทางของสิ่งเร้า เช่น การหุบบานของดอกไม้ จากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ หรือแสงสว่าง
- การบานของดอกไม้เรียกว่า EPINASTY
- การหุบของดอกไม้เรียกว่า HYPONASTY

            ตัวอย่างข้อสอบ
      แสงทำให้พืชเคลื่อนไหวได้เนื่องจาก
ก. พืชจะขาดแสงไม่ได้
ข. พืชต้องการแสงเพื่อปรุงอาหาร
ค. มีการเจริญเติบโตต่างกันเกิดขึ้น
ง.  การแสดงอาการตอบสนองต่อแสง
ตอบ ค.
      2.2 TROPIC MOVEMENT (TROPISM) เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากสิ่งเร้า มีการสัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า
- รากเจริญเข้าหาแรงดึงดูดโลก เรียกว่า POSITIVE GEOTROPISM
- รากที่เจริญหนีแสงสว่าง เรียกว่า NEGATIVE PHOTOTROPISM

           ตัวอย่างข้อสอบ
      การเจริญของมือจับตำลึงเรียกว่าอะไร
ก. POSITIVE GEOTROPISM
ข. NEGATIVE PHOTOTROPISM
ค. POSITIVE THIGMOTROPISM
ง. NEGATIVE CHEMOTROPISM
ตอบ ค.

ข. การเคลื่อนไหวเนื่องจากความเต่ง (TURGOR MOVEMENT) เกิดจากการออสโทซิสของน้ำเข้าสู่เซลล์ทำให้เซลล์เต่งขึ้น
- พืชบางชนิดจะมีเซลล์ที่โคนก้านใบ มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์อื่นๆเรียกว่า PULVINUS เซลล์นี้จะไวต่อการกระตุ้นมากมีทั้งไวต่อการกระตุ้น เช่น ไมยราบ หรือในพืชที่มีการหุบในในเวลากลางคืน เช่น มะขาม กระถิน
- พืชกินแมง เช่น หม้อข้าวหม้อแกงลิง ว่านกาบหอย จะมีเซลล์ที่ไวต่อการขังจับแมลง

            ข้อควรจำ
      การปิดเปิดของปากใบ เกิดจากการเต่งของเซลล์คุม (GUARD CELL)
เนื่องจากการออสโมซิส เข้า-ออกเซลล์ของน้ำ

            ตัวอย่างข้อสอบ
      การเคลื่อนไหวของพืชชนิดใดที่ต่างจากพวก
ก. การหุบของใบไมยราบเมื่อถูกเตะ
ข. การบานของดอกกระบองเพชร
ค. การงอกของละอองเรณู
ง.  การพันหลักของตำลึง
ตอบ ก.
                             การตอบสนองต่อสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
      ฮอร์โมนพืช (PLANT HORMONE) เป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช
1. ออกซิล(AUXIN) เป็นฮอร์โมนที่พืชสร้างขึ้นจาบริเวณยอดอ่อนหรือรากอ่อน
- กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์โดยทั่วไป
- ยับยั้งการเจริญเติบโตของตาข้าง
- ทำให้เกิดการเจริญของรังไข่ เป็นผลโดยไม่ต้องปฏิสนธิ (PARTHENOCARPIC FRIIT)
- ชะลอการหลุดร่วงของใบ
- กระตุ้นการงอกของราก

            ข้อควรระวัง
      ออกซินในความเข้มข้นต่ำๆ จะกระตุ้นความเจริญของราก แต่ในความเข้มข้นสูงๆ จะเป็นการยับยั้ง

            ตัวอย่างข้อสอบ
      เมื่อเราตัดลายยอดของต้นไม้ออก จะพบว่าตาที่อยู่ด้านข้างจะแตกกิ่งมากมายจนเป็นพุ่มน่าจะเกี่ยวกับฮอร์โมนพืชชนิดใด
ก. ออกซิน
ข. เอธิลิน
ค. ไซโตไคนิน
ง.  จิเบอเรลลิน
ตอบ ก.

      ลำดับการตอบสนองต่อความเข้มข้นของออกซิน จากน้อยไปมาก
ก. ราก ตา ลำต้น
ข. ราก ลำต้น ตา
ค. ลำต้น ตา ราก
ง.  ลำต้น ราก ตา
ตอบ ก.

2. จิบเบอเรลลิน (GIBBERELLIN) สร้างจากต้นอ่อน มีบทบาทดังนี้
- กระตุ้นการยืดตัว และแบ่งเซลล์ของลำต้น
- กระตุ้นการงอกของเมล็ด
- กระตุ้นการออกดอกของพืชบางชนิด
- ช่วยในการยืดช่อองุ่นทำให้ผลมีขนาดโตขึ้น

            ตัวอย่างข้อสอบ
      ส่วนไหนของพืชที่ตอบสนองต่อออกซิน แต่ไม่ตอบสนองต่อจิบเบอเรลลิน
ก. ลำต้น
ข. ใบ
ค. ราก
ง. ดอก
ตอบ ค.

3. ไซโตไคนิน (CYTOKININ)สร้างจากราก มีบทบาทดังนี้
 กระตุ้นการแบ่งเซลล์ของพืช และช่วยให้มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ในกระบวนการเจริญเติบโต
 ยืดอายุผักและผลไม้หลังการเก็บเกี่ยวให้สดอยู่ได้นาน
 เร่งการงอกของเมล็ด
 เร่งการเจริญของตารอบข้าง
           
           ตัวอย่างข้อสอบ
      ผักผลไม้จะสดอยู่ได้นานต้องใช้ฮอร์โมนอะไร
ก. ออกซิน
ข. จิบเบอเรลลิน
ค. ไซโตไคนิน
ง. กรดแอบไซซิก
ตอบ ค.

4. กรดแอบไซซิก (ABCISIC ACID) สร้างจากใบ และตา มีบทบาทดังนี้
 ยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช ทำให้แคระแกรน
 ทำให้เกิดการพักตัวของตาและเมล็ด
 กระตุ้นการหลุดร่วงของใบ และดอก
5. ก๊าซเอธิลิน (ETHYLENE) สร้างจากจากเนื้อเยื่อของพืชมีมากในผลไม้สุกมีบทบาทดังนี้
 เร่งการสุกของผลไม้
-  กระตุ้นการหลุดร่วงของใบ และผล
 กระตุ้นการออกดอกของพืชบางชนิด
 ช่วยในการงอกของเมล็ด

           ข้อควรจำ
1. ออกซิน (ในความเข้มข้นต่ำ) มักนิยมนำไปใช้กระตุ้นการงอกของราก
2. ไซโตไคนิน นำไปใช้กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
3. จิบเบอเรลลิน นิยมไปใช้ในการยืดช่อองุ่น ทำให้ผลองุ่นใหญ่ขึ้น

             ตัวอย่างข้อสอบ
      งานด้านเทคโนโลยีชีภาพที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในปัจจุบันคือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในวุ้นอาหาร สารที่มักใช้เพื่อกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์ เพิ่มจำนวนเป็นแคลลัส คือ สารอะไร
ก. ออกซิน
ข. ไซโตไคนิน
ค. เอทิลีน
ง. จิบเบอเรลลิน
ตอบ ข.

บทที่12 การสืบพันธุ์ของพืชมีดอก

 
12. การสืบพันธุ์ของพืชมีดอก       
                อวัยวะสืบพันธุ์ของพืชคือ ดอกซึ่งแบ่งออกเป็น2ประเภทใหญ่ๆคือ
1. ดอกเดี่ยว เช่น ดอกมะเขือ ดอกชบา และดอกกุหลาบเป็นต้น
2. ดอกช่อ เช่น ดอกทานตะวัน บานไม่รู้โรย เป็นต้น
         ส่วนประกอบของดอกไม้
1. ก้านดอก(PEDUNCLE)
2. กลีบเลี้ยง(SEPAL)
3. กลีบดอก(PETAL)
4. อวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้(STAMEN)ประกอบด้วยอับละอองเรณู(ANTHER) และก้านชูเกสรตัวผู้(FILAMENT)
5. อวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย(PISTIL)ประกอบด้วยยอดเกสรตัวเมีย(STIGMA)และก้านชู
เกสรตัวเมีย(STYLE)


           ข้อควรจำ
 ดอกสมบูรณ์ (COMPLETE FLOWER) คือดอกไม้ที่มีส่วนประกอบครบ(ทั้ง2-5)
-  ดอกไม่สมบูรณ์ (INCOMPLETE FLOWER) คือดอกไม้ที่มีส่วนประกอบไม่ครบ
-  ดอกสมบูรณ์เพศ(PERFECT FLOWER) คือดอกที่มีอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งเพศผู้และเพศเมีย
-  ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (IMPERFECT FLOWER) คือดอกที่มีอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้หรือเพศเมียเพียงเพศเดียว

            ตัวอย่างข้อสอบ
      PERFECT FLOWER มีลักษณะตรงกับข้อใด
ก.  มี CALYX,COROLLA,ANDROECIUM
.  มี CALYX,BRACT,COROLLA,ANDROECIUM
ค.  มี CALYX,BRACT,COROLLA,GYNOECIUM
ง.   มี PERIANT, ANDROECIUM,GYNOECIUM
ตอบ ง.
                               การถ่ายละอองเรณู และการปฏิสนธิ
      การถ่ายละอองเรณู(POLLINATION) หมายถึงการที่ละอองเรณูตกลงยอดเกสรตัวเมีย
      การปฏิสนธิซ้อน(DOUBLE FERTILIZATION) เกิดขึ้นโดยละอองเรณูสร้างPOLLEN TUBE เป็นหลอดงอกลงไปตามคอเกสรตัวเมียและสเปิร์มนิวเครียส 2 อัน เข้าไปตามหลอด เพื่อเข้าไปผสมกับไข่โพล่านิวเคลียส
      SPERM NUCLEUS(n) + EGG(n) ZYGOTE(2n)
      SPERM NUCLEUS(n) + POLAR NUCLEUS(2n) ENDOSPERM(3n)


                ตัวอย่างข้อสอบ
      การถ่ายละอองเรณูหมายถึง
ก.  สเปิร์มนิวเคลียสรวมตัวกับเซลล์ไข่
ข.  ละอองเรณูตกลงบน STIGMA
ค.  ละอองเรณูตกลงบน OVULE
ง.  ละอองเรณูติดไปกับขาแมลง
ตอบ ข.
      ส่วนของมะพร้าวที่มีโครโมโซม 3n คือ
ก.  เนื้อมะพร้าว
ข.  จาวมะพร้าว
ค.  กะลามะพร้าว
ง.  เปลือกมะพร้าว
ตอบ ก.

             ข้อควรจำ
      ภายหลังการปฏิสนธิซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นภายในของพืชดอกดังนี้
รังไข่ เจริญไปเป็น ผล
 ผนังหุ้มรังไข่ เจริญไปเป็น เปลือก,เนื้อของผล
 ออวุล เจริญไปเป็น เมล็ด
ไซโกด(ไข่+สเปิร์ม) เจริญไปเป็น ต้นอ่อน
-  โพล่า นิวเคลียส + สเปิร์ม เจริญไปเป็น เอนโดรสเปิร์ม(อาหารเลี้ยงต้นอ่อน)
-  ANTIPODAL และ SYNERGIDS สลายตัว

             ตัวอย่างข้อสอบ
      หลังจากการปฏิสนธิแล้ว OVULE จะกลายเป็น
ก. เมล็ด
ข.  ผล
ค.  เปลือกเมล็ด
ง.  ต้นอ่อน
ตอบ ก.
                 ชนิดของผล
      แบ่งตามวิธีการเกิดของผล
1. ผลเดี่ยว(SIMPLE FRUIT) เกิดจากรังไข่อันเดียวในดอกเดียว เช่น มะม่วง
2. ผลกลุ่ม (AGGREGATE FRUIT) เกิดจากกลุ่มของรังไข่ในดอกเดียวอยู่อัดรวมกันแน่นจนเหมือนเป็นผลเดียว เช่น น้อยหน่า
3. ผลรวม (MULTIPLE FRUIT)เกิดจากรังไข่ของดอกช่อเชื่อมรวมกันคล้ายผลเดี่ยว เช่น ขนุน
                 เมล็ดประกอบด้วยส่วนต่างๆดังนี้
1. เปลือกหุ้มเมล็ด
2. เอนโดรสเปิร์ม เป็นอาหารของเอมบริโอ
3. เอมบริโอ เจริญไปเป็นต้นอ่อน
      ข้อความใดที่เหมาะที่สุดในการอธิบาย “เมล็ด”
ก. ส่วนที่อยู่ภายในผล
ข. มีลักษณะแข็ง
ค. เป็นแกมมีโทไฟท์ที่เปี่ยนมาเป็นสปอโรไฟท์
ง. เป็นเอมบริโอของพืชที่มีส่วนที่เป็นอาหารล้อมรอบ
ตอบ ง.
                    การงอกของเมล็ด(GERMINATION)
      การงอกของเมล็ดต้องอาศัยปัจจัยอย่างน้อย 3 อย่าง คือ
1. น้ำหรือความชื้น
2. ก๊าซออกซิเจน หรืออากาศหายใจ
3. อุณหภูมิที่เหมาะสม
      เมื่อพืชงอกแล้วต้องอาศัยปัจจัยต่อไปคือแสงและอาหารในดิน

              ข้อควรระวัง
แสงและแร่ธาตุในดินไม่ใช่ปัจจัยในการงอกของเมล็ด

               ตัวอย่างข้อสอบ
      สิ่งที่เกิดขึ้นมากที่สุดในขณะที่เมล็ดกำลังงอกคือ
ก. การแบ่งเซลล์
ข. การหายใจ
ค. การสร้างอาหาร
ง.  การดูดแร่ธาตุ
ตอบ ข.

      สภาวะใดที่ไม่จำเป็นต่อการงอกของเมล็ดพืชโดยส่วนใหญ่
ก. มีออกซิเจนเพียงพอสำหรับการหายใจ
ข. มีน้ำเพียงพอสำหรับปฏิกิริยาเอนไซม์
ค. มีอุณหภูมิเหมาะสม สำหรับปฏิกิริยาเอนไซม์
ง.  มีแสงเพียงพอสำหรับใบเลี้ยง
ตอบ ง.
                                     ดัชนีการงอกของเมล็ด
      การวัดค่าดัชนี วัดได้จาก ผลบวกของ[จำนวนต้นที่งอกในแต่ละวัน/จำนวนวันหลังเพาะ]
      การงอกแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
1.  HYPOGEAL เป็นการงอกของพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ขณะงอกใบเลี้ยงจะจมอยู่ใต้ดิน
2.  EPIGEAL เป็นการงอกของพืชใบเลี้ยงคู่ขณะงอก ใบเลี้ยงจะอยู่เหนือดิน

               ตัวอย่างข้อสอบ
ในการงอกของเมล็ดถั่วดำ ข้อใดแสดงลำดับของส่วนที่แสดงให้เห็นได้ถูกต้อง
ก. เอพิคอตติว ไฮโพคอตติว รากแก้ว
ข. ไฮโพคอตติว รากแก้ว เอพิคอตติว
ค. รากแก้ว เอพิคอตติว ไฮโพคอตติว
ง. รากแก้ว ไฮโพคอตติว เอพิคอตติว
ตอบ ง.
                                    การพักตัว(DORMANCY)ของเมล็ด
      เมล็ดแต่ละชนิดมีสภาพฟักตัว นานไม่เท่ากันเนื่องจาก
1. มีเปลือกที่แข็งจนน้ำและออกซิเจนเขาไปไม่ได้ เช่น เมล็ดพุทรา
2. มีสารยับยั้งการงอกเคลือบอยู่ที่ผิวเมล็ด เช่น เมล็ดมะเขือเทศ
3. เอมบริโอภายในยังไม่พร้อมที่จะเจริญเติบโต จนกว่าปัจจัยการงอกจะเอื้ออำนวย เช่น เมล็ดขนุน

           ข้อควรจำ
      การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
         การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช เช่น อวัยวะ เซลล์ หรือโพรโทพลาสต์ มาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ ที่ปราศจากเชื้อจุลลินทรีย์ต่างๆ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
          เมล็ดเทียม (ARTIFICIAL SEED) เป็นการนำเซลล์ของพืชที่เจริญมาจากการเพาะเนื้อเยื่อมาทำเอมบริโอเทียม (SOMATIC EMBRYO) แล้วห่อหุ้มด้วยสารอาหารที่ทำหน้าที่เป็นเอนโดรสเปิร์ม แล้วห่อหุ้มด้วยส่วนที่แข็งแทนเปลือกหุ้มเมล็ด

บทที่11 การแลกเปลี่ยนแก๊ส การคายน้ำ และการลำเลียงสารในพืช

11. การแลกเปลี่ยนแก๊ส การคายน้ำ และการลำเลียงสารในพืช       


                                           การแลกเปลี่ยนก๊าซของพืช
      พืชมีการแลกเปลี่ยนก๊าซเกิดขึ้นหลายแห่ง ดังนี้ คือ
 ราก ออกซิเจนที่แทรกอยู่ในดินจะแพร่เข้าไปทางขนราก(ROOT HAIR)
 ลำต้น การแลกเปลี่ยนก๊าซจะเกิดขึ้นที่เลนติเซล(LENTICEL)
 ใบ การแลกเปลี่ยนก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่จะเกิดที่ปากใบ(STOMATA)

                              การหายใจของพืชภายหลังการเก็บเกี่ยว
      ภายหลังจากการเก็บเกี่ยวพืชแล้ว พืชเหล่านั้นจะมีการหายใจแตกต่างกัน
 พืชที่มีอัตราการหายใจหลังการเก็บเกี่ยวสูง เช่น ผักกาดหอม ผักป่วยแล้ง
 พืชที่มีอัตราการหายใจต่ำ เช่น มันฝรั่ง
 พืชบางชนิดหลังจากการเก็บเกี่ยวอัตราการหายใจจะลดลง เช่น องุ่น ส้ม มะนาว สับปะรด เงาะ มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ แตงกวา
      พืชต่างชนิดกันก็มีอัตราการหายใจแตกต่างกัน เช่น ดอกคาร์เนชั่นมีอัตราการหายใจสูงกว่าดอกเบญจมาสประมาณ 3-4 เท่า

              ข้อควรสังเกต
      พืชที่มีอัตราการหายใจหลังเก็บเกี่ยวสูง จะเหี่ยวเฉาเร็วกว่าพืชที่มีการหายใจหลังเก็บเกี่ยวต่ำ
การคายน้ำของพืช
 ตามปกติ พืชจะคายน้ำในรูปของไอน้ำทางปากใบ
 ถ้าความชื้นในอากาศสูง ลมสงบ และอุณหภูมิต่ำ พืชจะคายน้ำออกมาในรูปของหยดน้ำทางรูเปิดปลายใบ(HYDATHODE) เรียกกระบวนการนี้ว่า GUTTATION

               ตัวอย่างข้อสอบ
      การคายน้ำที่มีลักษณะเป็นไอน้ำจะคายออกมาทางใด
ก. ไฮดาโทด ปากใบ
ข. เลนทีเซล เซลล์คุม
ค. ปากใบ เลนทิเซล
ง. ไฮดาโทด เซลล์คุม
ตอบ ค.

      กระบวนการกัตเตชั่น
ก.  มีการลำเลียงน้ำไปตาม ไซเลมอย่างรวดเร็ว
ข.  พืชจะสูญเสียน้ำไปมากกว่าวิธีอื่น
ค.  มีการสูญเสียเกลือแร่ต่างๆ
ง.  รากมีการดูดน้ำมากเกินไป
ตอบ ค.
                  การดูดน้ำของพืช
      น้ำเข้าสู่รากทางขนรากได้โดย
 กระบวนการออสโมซิส
 การแพร่ธรรมดา(DIFFUSION) โดยผ่านไปตามผนังเซลล์และช่องว่างระหว่างเซลล์
                  การลำเลียงน้ำของพืช
      การลำเลียงน้ำของพืช จากรากขึ้นไปสู่ยอดเกิดขึ้นโดยอาศัยกระบวนการต่างๆคือ
1. แรงดึงจากการคายน้ำ (TRANSPIRATION PULL) เมื่อพืชมีการคายน้ำทางปากใบ
2. แรงดันราก(ROOT PRESSURE) เมื่อ รากดูดน้ำเข้าสู่รากมากๆ จะเกิดแรงดันดันให้น้ำเคลื่อนที่เข้าไปสู่เซลล์ถัดไปตามท่อลำเลียงน้ำขึ้นสู่ยอด
3. CAPILLARY ACTION เกิดขึ้นได้เนื่องจาก แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำกับผนังด้านข้างหลอดในท่อลำเลียงของไซเลม (ADHESION)

               ข้อควรจำ
      กระบวนการที่มีผลต่อการลำเลียงน้ำมากที่สุดคือแรงดึงจากการคายน้ำ

               ตัวอย่างข้อสอบ
      ในเวลากลางวันการลำเลียงน้ำขึ้นไปสู่ยอดสูงมากกว่า 100ฟุต เกิดขึ้นได้โดยกลไกแบบใด
ก. ทราสสปิเรชั่นพูล
ข. โคฮีชันและแอดฮีชัน
ค. ทรานสปิเรชัน โคฮีชันและแอดฮีชัน
ง. แรงดันรากและคะปิลลารี่แอกชั้น
ตอบ ค.
                             การลำเลียงแร่ธาตุ
1. การแพร่ธรรมดาจากบริเวณที่มีแร่ธาตุมากเข้าสู่บริเวณที่มีแร่ธาตุน้อย
2. ACTIVE TRANSPORT เป็นการนำแร่ธาตุจากบริเวณที่มีความเข้มข้นน้อย ไปยังบริเวณที่มีแร่ธาตุมากกว่า โดยต้องใช้พลังงานจากการหายใจช่วย

                 ข้อควรระวัง
      การลำเลียงแร่ธาตุเกิดขึ้นร่วมกับการลำเลียงน้ำในไซเลม

                ตัวอย่างข้อสอบ
      กระบวนการที่สำคัญที่สุดในการดูดแร่ธาตุเข้าไปในรากของพืช คือ
ก. OSMOSIS
ข. DIFFUSION
ค. ACTIVE TRANSPORT
ง. FACILITATE
ตอบ ค.
                                        ธาตุอาหารที่พืชต้องการ
      ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1. ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณมาก ได้แก่
     -  ธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม
     -  ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม แมกนีเซียม และซัลเฟอร์
2. ธาตุอาหารที่พืชต้องการในปริมาณน้อย ได้แก่เหล็ก แมงกานิส สังกะสี ทองแดง โบรอน โมลิดินัม และคลอรีน
                                          การลำเลียงอาหาร
      มึนซ์(MUNCH) อธิบายการลำเลียงอาหารว่า เมื่อพืชสังเคราะห์แสง ได้ผลผลิตเป็นน้ำตาลอยู่ในเซลล์ ทำให้น้ำออสโมซิสเข้าสู่เซลล์ จนเกิดแรงดันเต่งขึ้น จะดันให้สารละลายอาหารไหลเข้าสู่เซลล์ข้างเคียง และเกิดขึ้นเป็นทอดๆเข้าสู่โฟลเอม จนถึงเซลล์ปลายทางจะมีกระบวนการเปลี่ยนแปลงให้น้ำตาลเป็นแป้ง ซึ่งเป็นสารที่ไม่ละลายน้ำทำให้มีแรงดันออสโมติกต่ำ จึงหยุดเคลื่อนที่

            ข้อควรระวัง
 การลำเลียงอาหาร เกิดขึ้นทั้ง2ทิศทาง จากใบสู่ยอด และจากใบสู่ราก
 การลำเลียงน้ำเกิดขึ้นทิศทางเดียวคือ จากรากสู่ยอด

             ตัวอย่างข้อสอบ
      สมมติฐานของมึนซ์ ข้อวามใดถูกต้องที่สุด
ก.  สารละลายอาหารออสโมซิส ไปยังเซลล์ปลายทางโดยอาศัยแรงดันออสโมติก
ข.  สารละลายอาหารออสโมซิส ไปยังเซลล์ปลายทางโดยอาศัยแรงดันเต่ง
ค.  สารละลายอาหารเคลื่อนไปเป็นกลุ่มก้อนไปยังเซลล์ปลายทางโดยอาศัยแรงดันออสโมติก
ง.  สารละลายอาหารเคลื่อนไปเป็นกลุ่มก้อน ไปยังเซลล์ปลายทางโดยอาศัยแรงดันเต่ง
ตอบ ค.

บทที่10 การสังเคราะห์แสง

10. การสังเคราะห์ด้วยแสง


                                      การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
                                       VAN NEIL JEAN BAPTISTE VAN HELMONT
         ได้ทำการทดลองโดยปลูกต้น หลิวหนัก 5 ปอนด์ ด้วยดินหนัก 200 ปอนด์รดด้วยน้ำฝนเป็นเวลา 5 ปี และสรุปว่าน้ำหนักของต้นหลิวที่เพิ่มขึ้นมาจากน้ำ
 VAN NEIL พบว่าแบคทีเรียบางชนิดสารมารถสังเคราะห์ด้วยแสงได้โดยใช้ไฮโดรเจนซัลไฟด์แทนน้ำ และสรุปว่าออกซิเจนที่เกิดขึ้นจากขบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชน่าจะมาจากการแตกตัวของน้ำ
-  DANIAL ARNON พบว่าในปฏิกิริยาการสังเคราะห์ด้วยแสงมี 2 ขั้นตอน คือ
ก.  ปฏิกิริยาที่ใช้แสง ( LIGHT REACTION ) ซึ่งจะมี ATPและ NADPH+H+ เกิดขึ้น
ข.  ปฏิกิริยาที่ไม่ใช้แสง (DARK REACTION) ซึ่งจะมีน้ำตาลเกิดขึ้น

             
ตัวอย่างข้อสอบ
      
      คำกล่าวที่ว่า “การหายใจ การเน่าเปื่อย และการตายของสัตว์ทำให้อากาศเสีย แต่พืชกลับทำให้อากาศเสียบริสุทธิ์ขึ้น และมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต” เป็นคำกล่าวของ
ก. แวน เฮลมองท์
ข. โจเซฟ พริสท์ลีย์
ค.  แจน อิเก็นฮูซ
ง.  ธีโอดอร์เดอ โซซูร์
ตอบ ข.

                          ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกระบวนการณ์สังเคราะห์ด้วยแสง
       แหล่งที่กำเนิดการณ์สังเคราะห์ด้วยแสง
กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงเกิดขึ้นที่คลอโรพลาสต์ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่มีลักษณะคล้ายไมโตคอนเดรีย
ก. ปฏิกริยาที่ใช้แสง เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากการที่แสงทำให้อิเลคตรอนของคลอโรฟิลล์มีพลังงานสูงขึ้นจนหลุดออกจากโมเลกุลและถูกถ่ายทอดไปเป็นขั้นๆ 2ลักษณะคือ
1.  การถ่ายทอดอิเลคตรอนแบบเป็นวัฎจักร (CYCLIC ELECTRON TRANSFER) ได้พลังงานในรูปของ ATP 1 ATP ต่อการถ่ายทอดอิเลคตรอน 1 คู่
2.  การถ่ายทอดอิเลคตรอนแบบไม่เป็นวัฏจักร (NON-CYCLIC ELECTRON TRANSFER) การถ่ายทอดอิเลคตรอนแบบนี้จะให้ 2ATP และNADPH+H+

            ข้อควรจำ
       การถ่ายทอดอิเลคตรอนแบบเป็นวัฏจักร จะเกี่ยวข้องกับรงควัตถุ ระบบแสง I(P700)เท่านั้น ส่วนการถ่ายทอดอิเลคตรอนแบบไม่เป็นวัฎจักรจะเกี่ยวข้องกับรงควัตถุทั้งระบบ แสง I(P700) และระบบแสง II (P680)

             ตัวอย่างข้อสอบ

       สารใดที่เป็นให้โปรตรอนละอิเลคตรอนที่แท้จริงในปฏิกิริยาสังเคราะห์ด้วยแสง
ก. คลอโรฟิลล์
ข.  NADPH+H+
ค.  CO2
ง.  H2O
ตอบ ง.

       ระบบแสงที่1 จะรับอิเลคตรอนจาก
ก.  น้ำ
ข.  คลอโรฟิลล์
ค.  ระบบแสงที่2
ง.  NADP
ตอบ ค.

ข. ปฏิกริยาไม่ใช้แสง (DARK REACTION) เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีแสงเพื่อเปลี่ยน CO2        ให้เป็นสารประกอบคาร์โบไฮเดรต โดยใช้ผลผลิตที่ได้จากปฏิกิริยาที่ใช้แสง คือ NADPH+H+ และ ATP อาจเรียกกระบวนการนี้ว่า คาร์บอนไดออกไซด์ฟิกเซชัน (CO2 FIXATION)

           ข้อควรจำ
       การตรึงคาร์บอนไดออกไซด์ของพืชแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพแตกต่างกัน
 พืชส่วนใหญ่ เช่น ข้าวเจ้า ข้าวบาร์เล่ย์ และถั่วต่างๆ เรียกว่าพืช C3
 พืชบางชนิด เช่น ข้าวโพด อ้อย ข้าวฟ่าง เรียกว่าพืช C4
พืช C4 จะมีประสิทธิภาพในการตรึง CO2 มากกว่าพืช C3 เนื่องจากมีครอโรพลาสในบันเดิลชีทเซลล์

            ตัวอย่างข้อสอบ
       พืชกลุ่มใดมีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงสูงสุด
ก.  อ้อย ข้าวโพด ข้าวฟ่าง
ข.  มันสำปะหลัง มะพร้าว ละหุ่ง
ค.  นุ่น สบู่ดำ ฝ้าย
ง.  หญ้า ผักตบชวา ไผ่
ตอบ ก.

                                   รงควัตถุที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง
       รงควัตถุที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ
1. คลอโรฟิลล์(CHLOROPHYLL) เป็นรงควัตถุที่มีสีเขียวทำหน้าที่ดูดพลังงานจากดวงอาทิตย์และแสงประดิษฐ์ต่างๆ เพื่อนำมาสร้างอาหาร
              ข้อควรจำ
       คลอโรฟิลล์จะดูดแสงสีน้ำเงินได้ดีที่สุด รองลงมาคือแสงสีแดงแต่สามารถดูดแสงสีเขียวได้น้อยที่สุด
2. แคโรทีนอยด์ (CAROTENIOD) เป็นสารประกอบประเภทไขมัน แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
  แคโรทีน (CAROTENE) เป็นรงควัตถุที่มีสีส้ม แดง แสด
  แซนโธฟิลล์ (XANTHOPHYLL) เป็นรงควัตถุ ที่มีสีเหลืองน้ำตาล
3. ไฟโคบิลิน (PHYCOBILIN) แบ่งเป็น 2 ชนิด คือ
 ไฟโคอีริทริน (PHYCOERYTHRIN) เป็นรงควัตถุสีแดง
 ไฟโคไซยานิน (PHYCOCYANIN) เป็นรงควัตถุสีน้ำเงิน

           ข้อควรจำ
      สิ่งมีชีวิตที่สังเคราะห์แสงได้ทุกชนิดจะมีแคโรทีนอยด์เป็นองค์ประกอบเสมอ
            ตัวอย่างข้อสอบ
ถ้าไม่ต้องการให้มีตะไคร่น้ำขึ้นจับที่ตู้เลี้ยงปลา ควรจะต้องติดหลอดไฟสีอะไรเหนือตู้เลี้ยงปลานี้
ก. แดง
ข. เขียว
ค. น้ำเงิน
ง. ฟ้า
ตอบ ข.

                        ปัจจัยบางประการที่มีอิทธิพลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง
1. อุณหภูมิ อุณหภูมิที่เหมาะสมของกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงคือประมาณ 0-40๐C
2. ความเข้มของแสง เมื่อความเข้มแสงเพิ่มขึ้นอัตราการสังเคราะห์แสงก็จะเพิ่มขึ้นด้วย จนถึงจุดหนึ่งก็จะคงที่
3. คาร์บอนไดออกไซด์ ถ้ามีปริมาณมาก อัตราการสังเคราะห์แสงก็จะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดหนึ่งจึงคงที่
4. จำนวนคลอโรฟิลล์และรงควัตถุที่ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

              ตัวอย่างข้อสอบ
      พฤติกรรมของชาวสวนข้อใดที่เป็นประโยชน์ต่อกรเพิ่มอัตราการสังเคราะห์แสง
ก. รดน้ำในช่วงเช้าและเย็น
ข. ให้ปุ๋ยอินทรีย์สลับกับปุ๋ยเคมีเป็นครั้งคราว
ค. กำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอและปลูกพืชผสมผสาน
ง. สุมไฟเผาหญ้าบริเวณสวนในตอนกลางวัน
ตอบ ง.









บทที่9 โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก

9. โครงสร้างและหน้าที่ของพืชดอก
       เนื้อเยื่อของพืชแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
1. เนื้อเยื้อเจริญ ( MERISTMETIC TISSUE ) สามารถแบ่งเซลล์ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง
2. เนื้อเยื่อถาวร ( PERMANENT TISSUE ) เป็นเนื้อเยื่อที่ไม่มีการแบ่งเซลล์อีกแล้วได้แก่
       2.1 เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ชนิดเดียวกันทำหน้าที่อย่างเดียวกัน เช่น อิพิเดอร์มิส พาเรนไคมา คอลเลนไคมา สเคอเรนไคมา เอนโดเดอร์มิส
       2.2 เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน ประกอยด้วยกลุ่มเซลล์หลายชนิดอยู่ร่วมกันและทำงานร่วมกัน เช่นเนื้อเยื่อท่อลำเลียง
               ตัวอย่างข้อสอบ
       ข้อใดอธิบายการที่พืชเจริญเติบโตได้อย่างไม่จำกัดได้ถูกต้อง
ก. มีเนื้อเยื่อเจริญอยู่ที่ส่วนปลาย
ข. มีระบบรากที่สามารถดูดน้ำและอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ค. สามารถแผ่กิ่งและใบเพื่อรับแสงได้โดยไม่จำกัดอายุขัย
ง. การทำงานของระบบลำเลียงไปอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา
ตอบ ก.


                       โครงสร้างและหน้าที่ของราก      
 รากมีโครงสร้างเรียงลำดับจากภายนอกสู่ภายในดังนี้
1. EPIDERMIS มีลักษณะเหมือนอิพิเดอร์มิสของลำต้นแต่จะมีบางเซลล์ยื่นออกไปเป็นขนราก ( ROOT HAIR )
2. CORTEX ประกอบด้วยเซลล์พาเรนไคมา ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารและน้ำ คอร์เทกซ์ของรากจะกว้างกว่าลำต้น
3. STELE เป็นชั้นที่อยู่ถัด ENDODERMIS ประกอบด้วย
       3.1  PERICYCLE ส่วนใหญ่เรียงตัวแถวเดียว หรือ สองแถวเป็นแหล่งทีเกิดของรากแขนง
       3.2  VASCULAR BUNDLE คือกลุ่มของท่อน้ำท่ออาหารจะอยู๋ภายในวงล้อมของ PERICYCLE
       3.3  PITH เป็นใส้ในของรากเห็นได้ชัดเจนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

                ข้อควรจำ
       ถ้าดูภาพตัดขวางของรากจากกล้องจุลทรรศน์จะพบว่า
 ในพืชใบเลี้ยงคู่จะมีส่วนกลางสุดเป็นไซเลม
 ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเป็นพิธ

                ตัวอย่างข้อสอบ
        โครงสร้างใดของพืชใบเลี้ยงคู่ที่ไม่เยื่อแคมเบียม
ก. ใบและราก
ข. รากแขนงและกิ่งก้าน
ค. ใบและกิ่งก้าน
ง.  ใบและต้น
ตอบ ก.

                                      โครงสร้างของลำต้น
       ชั้นของเนื้อเยื่อลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่เรียงตัวจากภายนอกเข้าสู่ภายในตามลำดับดังต่อไปนี้
1. EPIDERMIS เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุด ประกอบด้วยเซลล์เรียงตัวกันชั้นเดียว มีผนังบาง ไม่มีคลอโรพลาสต์
2. CORTEX อยู่ใต้ชั้น EPIDERMIS เป็นชั้นที่มีคลอโรพลาสต์อยู่
3. STELE ประกอบด้วย
       3.1  VASCULAR BUNDLE คือชั้นของเนื้อเยื่อที่ประกอบด้วยเซลล์อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มๆ คือเนื้อเยื่อลำเลียงน้ำ ( XYLEM ) และเนื้อเยื่อลำเลียงอาหาร ( PHLOEM )
       3.2  PITH คือส่วนที่อยุ่ด้านในสุดทำหน้าที่สะสมแป้ง

                 ข้อควรจำ
 VASCUCAR BUNDLE มนลำต้นของพืชใบเลี้ยงคู่จะเรียงเป็นวงรอบลำต้นอย่างเป็นระเบียบ โดยมีท่อลำเลียงอาหารอยู่ด้านนอกและท่อลำเลียงน้ำอยู่ด้านใน
-  ส่วนในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะกระจัดกระจายทั่วลำต้นไม่เป็นระเบียบ และส่วนที่เป็นพิธอาจสลายไปกลายเป็นช่องวงกลม เรียกว่า PITH CAVITY

                   ตัวอย่างข้อสอบ
       ในการตอนกิ่งไม้นั้นการควั่นเอาเปลือกรอบๆ ออกไปมีเนื้อเยื่ออะไรที่ชาวสวนตั้งใจเอาออกเพื่อช่วยให้รากสามารถงอกได้เร็วยิ่งขึ้น
ก.  PHLOEM
ข.  CORK และ กระพี้
ค.  EPIDERMIS
ง.  CAMBIUM
ตอบ ก.

                                           การเจริญเติบโตของรากและลำต้น
       พืชในระยะหลังจากเอมบริโอบริเวณที่จะมีการเจริญเติบโต ได้แก่ปลายราก ปลายยอด ปลายกิ่ง และเนื้อเยื่อเจริญ ( MERISTEMETIC TISSUE ) ที่แบ่งตัวตลอดเวลา การเจริญของพืชที่มีเนื้อไม้จะแบ่งออกเป็น 2 ระยะ
-  ระยะที่ 1 การเจริญเติบโตที่เกิดจากเนื้อเยื่อเจริญที่บริเวณปลายยอด ปลายราก ปละแปรสภาพเป็นเนื้อเยื่อถาวร ( PERMANT TISSUE )ระยะแรกๆ
-  ระยะที่ 2 เป็นการเจริญของเนื้อเยื่อลำเลียงด้านข้าง เป็นผลให้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของต้นพืชขยายขึ้น มีเนื้อไม้มากขึ้น เนื้อไม้ที่เห็นนั้นส่วนใหญ่จะเป็นท่อลำเลียงน้ำ ( XYLEM ) ระยะที่ 2

                  ข้อควรจำ
 วงปี ( ANNUAL RING ) เกิดจากความแตกต่างของขนาดและสีของไซเลมที่เกิดขึ้นในฤดูที่มีปริมาณน้ำมากน้อยแตกต่างกัน
 แก่นไม้ ( HEART WOOD ) เป็นไซเลมที่อยู่ส่วนในสุดของต้น มีสีคล้ำมีความแข็งแรงมาก เนื่องจากมีพวกน้ำมันหรือพวก TANNIN เข้าไปอุดตันทำให้ไม่สามารถลำเลียงน้ำได้
 กระพี้ ( SAP WOOD ) คือไซเลมที่อยู่ถัดแคมเบียมเข้าไป ยังสามารถลำเลียงน้ำได้
 เปลือกไม้ ( BARK ) คือ โฟลเอม รวมกับอิพิเดอร์มิส ( EPIDERMIS )

                  ตัวอย่างข้อสอบ
       ข้อมูลจากวงปีของต้นไม้ในป่าดงดิบแล้งสามารถบอกให้ทราบเรื่องใด
ก.  การเจริญของโฟลเอมในแต่ล่ะปี
ข.  การเจริญของไซเลมในแต่ละปี
ค.  ปริมาณความมากน้อยของน้ำฝนในแต่ล่ะปี
ง.  คุณภาพของเนื้อไม้แต่ละปี
ตอบ ข.

       เนื้อไม้ที่จริงแล้วคือเนื้อเยื่อของ
ก.  PHLOME
ข.  XYLEM
ค.  EPIDERMIS
ง.  CAMBIUM
ตอบ ข.

       เนื้อเยื่อใดในลำต้นที่ถูกสร้างขึ้นมามากที่สุดในการเจริญขั้นที่สอง
ก. ไซเลมระยะที่ 1
ข. ไซเลมระยะที่ 2
ค. โฟลเอมระยะที่ 1
ง. โฟลเอมระยะที่ 2
ตอบ ข.

                                       ใบประกอบด้วยชั้นเซลล์ 2 ชั้น
1. เซลล์อิพิเดอร์มิส ( EPIDERMIS ) เป็นเซลล์ชั้นนอกสุด
2. เซลล์ชั้นมีโซฟิลล์ ( MESOPHYLL ) อยู่ถัดจากอิพิเดอร์มิสเข้าไปประกอบด้วยเซลล์ที่มีรูปร่าง
แตกต่างกัน 2 แบบคือ
 PALISADE CELL อยู่ติดกับอิพิเดอร์มิสด้านบน มีรูปร่างยาวๆเรียงติดกัน มีคลอโรพลาสต์อยู่เป็นจำนวนมากจึงเป็นบริเวณที่มีการสังเคราะห์ด้วนแสงมากที่สุด
 SPONG CELL อยู่ถัดจากอิพิเดอร์มิสด้านล่างขึ้นมา มีรูปร่างค่อนข้างกลม มีคลอโรพลาสต์น้อย เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ บริเวณเส้นใบจะมีกลุ่มของไซเลม และ โฟลเอม จับกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อลำเลียงแทรกอยู่ในชั้นมีโซฟิลล์นี้

               ข้อควรระวัง
       ตามปกติอิพิเดอร์มิสจะไม่มีคลอโร พลาสต์อยู่ภายใน จะมีอยู่ที่บริเวณเซลล์คุม ( GUARD CELL ) ซึ่งมีอยู่เป็นคู่ๆ พบมากที่ดิพิเดอร์มิสที่อยู่ด้านล่างระหว่างเซลล์คุมทั้งสองใบเป็นปากใบ ( STOMATA )ซึ่งเป็นทางเปิดเข้าออกของ ก๊าซ และไอน้ำ

                ชนิดของใบ
1. ใบเลี้ยง – สะสมอาหาร
2. ใบเกล็ด – เช่นหัวหอม กระเทียม
3. ใบดอก – ใบเฟื่องฟ้า , หน้าวัว , คริสต์มาส
4. ใบแท้

             ตัวอย่างข้อสอบ
       ด้านบนของใบมะม่วงมีสีเข้มมากกว่าด้างล่างเป็นเพราะเหตุใด
ก. ได้รับแสงมากกว่า
ข. พาลิเสดเซลล์เรียงตัวกันแน่นกว่าสปันจีเซลล์
ค. พาลิสเสดเซลล์มีคลอโรพลาสต์มากกว่าสปันจีเซลล์
ง. สปันจีเซลล์มีคลอโรพลาสต์มากกว่าพาลิสดเซลล์
ตอบ ค.

       เนื้อเยื่อลำเลียงของใบอยู่ในเซลล์ชั้นใด
ก. พาลิเสดเซลล์
ข. อิพิเดอร์มิส
ค. สปันจีเซลล์
ง. คลอเรนไคมาเซลล์
ตอบ ค.

บทที่8 ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต

8. ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
       ชื่อสามัญ หมายถึง ชื่อที่ใช้เรียกสิ่งมีชีวิตในท้องถิ่นต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาษาใดก็ตาม

       ชื่อวิทยาศาสตร์(SCIENTIFIC NAME) เป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้ใช้เป็นหลักสากลเดียวกัน การเขียนหรือพิมพ์ชื่อวิทยาศาสตร์ ต้องให้แตกต่างจากข้อความทั่วไป โดยอาจพิมพ์ด้วยตัวเอง หรือ ขีดเส้นใต้ทั้งสองคำแยกจากกันคำนำหน้าเป็นชื่อจีนัส ขึ้นต้นด้วยอักษรตัวใหญ่ คำหลังขึ้นต้นด้วยอักษรตัวเล็กเป็นชื่อเฉพาะ ซึ่งอาจแสดงรูปพรรณสัญฐาน หรือที่มาเช่น Homo sapiens หรือ Taenia solium เป็นต้น

                               การจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต
       เรียงลำดับจากกลุ่มใหญ่ไปยังกลุ่มย่อยคือ
       สปีชีส์ หมายถึง หน่วยย่อยที่สุดในการจัดหมวดหมู่ของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตสปีชีส์เดียวกัน จะมีโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่างๆ เหมือนกันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันทางบรรพบุรุษ และ ที่สำคัญที่สุด คือ สามารถผสมพันธุ์กันได้ และลูกที่ได้จะต้องไม่เป็นหมัน

                          อาณาจักรของสิ่งมีชีวิต
       วิทเทเคอร์ (R.H. WHITAKER) จำแนกสิ่งมีชีวิตออกเป็น 5 อาณาจักร คือ อาณาจักรสัตว์ อาณาจักรพืช อาณาฟังไจ อาณาจักรโปรติสตา และ อาณาจักรโมเนอรา

                          อาณาจักรสัตว์ (KINGDOM ANIMALIA)
       สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ ไม่มีคลอโรฟิลล์จึงไม่สามารถสร้างอาหารได้เอง และมีระยะตัวอ่อน (EMBRYO) สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว์แบ่งออกเป็นไฟลัมต่างๆดังนี้
1. ไฟลัมพอริเฟอรา(PHYLUM PORIFERA)
สัตว์ที่ลำตัวเป็นรูพรุน ได้แก่ ฟองน้ำ



2. ไฟลัมซีเลนเทอราตา(PHYLUM COELENTERATA)
สัตว์ที่มีลำตัวกลวง ระบบประสาทเป็นแบบร่างแหประสาท(NERVE NET) ได้แก่ แมงกะพรุน ดอกไม้ทะเล ปะการัง กัลปังหา และไฮดรา





3. ไฟลัมแพลทิเฮลมินทิส(PHYLUM PLATYHELMINTHES)
หนอนตัวแบนเป็นสัตว์กลุ่มแรกที่มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น ได้แก่ พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด และพลานาเรีย

4. ไฟลัมนีมาโทดา(PHYLUM NEMATODA)
หนอนตัวกลม ไม่มีปล้อง เคลื่อนที่ด้วยการเอี้ยวตัวสลับกันไปมา ได้แก่ พยาธิตัวกลมต่างๆ เช่น พยาธิไส้เดือน ไส้เดือนฝอย และหนอนในน้ำส้มสายชู


5. ไฟลัมแอนนิลิดา (PHYLUM ANNILIDA)
หนอนปล้องเป็นพวกแรกที่มีระบบเลือดแบบปิด ขับถ่ายโดยเนฟริเดียม (NEPRIDIUM) ได้แก่ ไส้เดือนดิน แม่เพรียง หากดูดเลือด และปลิงน้ำจืด

6. ไฟลัมอาร์โทรโปดา (PHYLUM ARTHROPODA)
สัตว์ที่มีขาและรยางค์อื่นๆ ต่อกันเป็นข้อๆ เป็นสัตว์กลุ่มใหญ่ที่สุดในอาณาจักรสัตว์ ได้แก่ กุ้ง กั้ง ปู แมลง เห็บ ไร ตะขาบ กิ้งกือ แมงมุม แมงดาทะเล



7. ไฟลัมมอลลัสกา(PHYLUM MOLLUSCA)
สัตว์ที่มีลำตัวอ่อนนุ่ม ได้แก่ หมึกและหอยชนิดต่างๆ


8. ไฟลัมเอไคโนเดอร์มาตา (PHYLUM ECHINODERMATA)
สัตว์ที่ผิวหนังมีหนามขุรขระ ได้แก่ ดาวทะเล เม่นทะเล เหรียญทะเล ปลิงทะเล ดาวเปราะ

                  ตัวอย่างข้อสอบ
      สิ่งมีชีวิตพวกใดบ้างที่อาศัยอยู่ในทะเลทั้งหมด
1. PORIFERA
2. ECHINODERMATA
3. MOLLUSCA
4. COELENTERATA

ก. เฉพาะข้อ 1.
ข. เฉพาะข้อ 2.
ค. ข้อ 1 และ ข้อ 2
ง. ข้อ 3 และ ข้อ 4
ตอบ ข.

9. ไฟลัมคอร์ดาตา (PHYLUM CHORDATA)
สัตว์ที่มีแกนกลางของร่างกายสัตว์ในไฟลัมนี้มีลักษณะร่วมกัน 3 ประการคือ
1. มีแท่งโนโตคอร์ด(NOTOCHORD) อย่างน้อยชั่วระยะหนึ่งชองชีวิต
2. มีไขสันหลังเป็นหลอดยาวอยู่ทางด้านหลัง
3. มีอวัยวะสำหรับแลกเปลี่ยนก๊าซที่บริเวณคอหอย(หรืออาจเปลี่ยนแปลงไปเป็นอวัยวะอื่นเช่น ปอด)
สัตว์กลุ่มนี้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ
1. PROTOCHORDATE เป็นสัตว์ทะเลทั้งสิ้น ไม่มีกระดูกสันหลัง แต่มีโนโตคอร์ดเป็นแกนกลางของร่างกายได้กี่เพรียงหัวหอม และ AMPHIOXUS
2. VERTEBRATE ได้แก่สัตว์ที่มีกระดูกสันหลังทั้งหมด ได้แก่
- CLASS OSTEICTHYES ได้แก่ ปลากระดูกแข็ง เช่น ปลาหมอ ปลาช่อน ปลาทู ม้าน้ำ
- CLASS CHONDRICTHYES ได้แก่ ปลากระดูกอ่อน เช่น ปลาฉลาม ปลากระเบน
- CLASS AMPHIBIA ได้แก่สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ เช่นกบ ซาลามานเดอร์ งูดิน
- CLASS REPTLIA ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลาน เช่นงู จระเข้ กิ้งก่า เต่า
- CLASS AVES ได้แก่ สัตว์ปีกต่างๆ เช่น นก เป็ด ไก่
- CLASS MAMMALIA ได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น วาฬ โลมา ช้าง ม้า วัว ควาย คน ลิง
                
                    ข้อควรระวัง
             ชื่อของสัตว์ที่นักเรียนมักสับสน

                 ตัวอย่างข้อสอบ
      ในแง่การจัดหมวดหมู่ระดับไฟลัม สัตว์ในข้อใดมีความหลากหลายที่สุด
ก. ฟองน้ำ ซีแอนนีโมนี แมงกะพรุน ยุง พยาธิตัวตืด แมงมุม
ข. กุ้ง กัลปังหา ปะการัง แมงดา ไส้เดือน เม่นทะเล
ค. ตะขาบ ปลิงทะเล พยาธิใบไม้ ฟองน้ำ แมงมุม พยาธิแส้ม้า
ง. ฟองน้ำ กัลปังหา พลานาเรีย ไส้เดือน ปู อีแปะทะเล
ตอบ ง.

                                     อาณาจักรพืช (PLANT KINGDOM)
       พืช ประกอบด้วยเซลล์หลายเซลล์ ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสมีคลอโรฟิลล์อยู่ในคลอโรพลาสต์สามารถสร้างอาหาร ได้เองโดยใช้พลังงานแสงสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืชแบ่งออกเป็นดิวิชั่นต่างๆดังนี้
1. DIVISION BRYOPHYTA พืชที่ไม่มีระบบท่อลำเลียง ได้แก่ มอส และ ลิเวอร์เวิร์ต
2. DIVISION PSILOPHYTA หวายทะเล (PSILOTUM)



3. DIVISION LYCOPHYTA ช้องนามคลี่ และ ตีนตุ๊กแก

4. DIVISION SPHENOPHTYA หญ้าถอดปล้อง หรือ หญ้าหางม้า

5. DIVISION PTEROPHYTA เฟิร์น เช่น แหนแดง จอกหูหนู ชายผ้าสีดา ย่านลิเภา เฟิร์นในมะขาม
6. DIVISION CONIFEROPHYTA สน เช่น สนสองใบ สนสามใบ


7.     DIVISION CYCADOPHYTA ปรง


8.     DIVISION GINKGOPHYTA แปะก๊วย (Ginkgo biloba)



                     ข้อควรจำ
       พืชพวกสน ปรง และ แป๊ะก๊วยมีเมล็ดที่ไม่มีรังไข่ห่อหุ้ม เรียกว่า STROBILUS หรือ CONE เรียกรวมกันว่า พวกจิมโนสเปิร์ม (GYMNOSPERM)
9. DIVISION ANTHOPHYTA พืชมีดอก (ANGIOSPERM) มีมากกว่า พืชอื่นๆ รวมกันทั้งหมด เป็นพวกที่มีดอกเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ เมล็ดมีรังไข่ห่อหุ้ม และมีการปฏิสนธิซ้อน แบ่งได้ดังนี้
-  SUBDIVISION MONOCOTYLEDONAE พืชใบเลี้ยงใบเดี่ยวเส้นของใบเรียงขนานกัน จำนวนกลีบดอกเป็น3 หรือ ทวีคูณของ 3 การจัดเรียงท่อน้ำอาหารในลำต้น กระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบ
-  SUBDIVISION DICOTYLDONAE พืชใบเลี้ยงคู่มีใบเลี้ยงสองใบเส้นของใบสานกันเป็นร่างแห จำนวนกลีบดอกเป็น 4 หรือ 5 หรือ จำนวนที่เป็นทวีคูณของ 4 หรือ 5 การจัดเรียงท่อน้ำท่ออาหารเป็นระเบียบโดยมีท่ออาหารอยู่ภายนอก ท่อน้ำอยู่ภายใน

                  ข้อควรระวัง

                                          อาณาจักรฟังใจ (KINGDOM FUNGI)
       เห็ดราและยีสต์มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับพืชและโปรติสต์ ต่างกันตรงที่ไม่มีรงควัตถุเพื่อใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง ส่วนใหญ่จึงดำรงชีพ โดยเป็นผู้ย่อยสลายอินทรีย์สาร ประกอบด้วยกลุ่มของเซลล์ ซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยเรียกว่า (HYPHA) ซึ่งเจริญมาจากสปอร์ กลุ่มของไฮฟา เรียกว่าไมซีเลียม(MYCELIUM) โดยมีไรซอยด์ช่วยยึด ไฮฟาติดกับแหล่งที่อยู่

ราแยกเป็นกลุ่มต่างๆดังนี้
1. DIVISION ZYGOMYCOTA ราดำ(Rhizopus sp.)ที่ขึ้นบนขนมปัง
2. DIVISION ASCOMYCOTA ยีสต์ (Saccharocyces sp.) และราสีแดง(Monascus sp.)
3. DIVISION BASIDIOMYCOTA เห็ดชนิดต่างๆ ตัวอย่างเช่น เห็ดฟาง เห็ดหอม และราสนิม
4. DIVISION DEUTEROMYCOTA ราสีเขียว (Penicillium sp.) ที่ใช้ในการผลิตยาเพนิซิลิน เราใช้ในการผลิตกรดซิตริก (Aspergillus niger) เป็นต้น

                 ข้อสังเกต
       นักชีววิทยาแยกเห็ดรา ออกมาจากอาณาจักรโปรติสตาเนื่องจากมีข้อแตกต่างกันหลายประการ เช่น รูปแบบของการหาอาหารของสิ่งมีชีวิต

                  ตัวอย่างข้อสอบ
        ลักษณะสำคัญที่สุดที่ทำให้จัดราแยกโปรติสต์คือ
ก. มีหลายเซลล์
ข. สังเคราะห์แสงไม่ได้
ค. ไม่มีระยะต้นอ่อน
ง. เซลล์ไม่มีความซับซ้อน
ตอบ ข.

                               อาณาจักรโปรติสตา (PROTISTA KINGDOM)
       โปรติสต์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อน ประกอบด้วยเซลล์ชนิดยูคาริโอติกเซลล์โดยอาจประกอบด้วยเซลล์เดียว หรือ หลายเซลล์ที่มิได้รวมกันเป็นเนื้อเยื่อ สามารถทำหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตได้ครบถ้วนในเซลล์เดียว
1. ไฟลัมโปรโตซัว (PHYLUMPROTOZOA) อะมีบา พารามีเซียม ยูกลีนส พลาสโมเดียม
2. ไฟลัมคลอโรไฟตา (PHYLUM CHLOROPHYTA) สาหร่ายสีเขียวเช่น สไปโรไจนา (Spirogyra sp.) และ คลอเรลลา(Chlorella sp.) ซึ่งเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงเป็นโปรติสต์กลุ่มใหญ่ที่สุด
3. ไฟลัมคริโซไฟตา (PHYLUM CHRYSOPHYTA) สาหร่ายสีน้ำตาล แกมเหลือง ได้แก่ ไดอะตอม
4. ไฟลัมฟีโอไฟตา (PHYLUM PHAEOPHYTA) สาหร่ายสีน้ำตาล เช่น เคลป์(KELP) มีขนาดใหญ่ สาหร่ายที่สำคัญ ได้แก่ Laminaria sp. และ สาหร่ายทุ่น (Sargassum sp.)
5. ไฟลัมโรโดไฟตา (PHYLUM RHODOPHYTA) สาหร่ายสีแดง เช่น จีฉ่าย (Prophyra sp.) และ Gracilaria sp.
6. ไฟลัมมิกไซไมโคไฟตา(PHYLUM MYXOMYCOPHYTA) ราเมือก(SLIME MOLD) เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะร่วมกันระหว่างพืชและสัตว์ ส่วนใหญ่จะดำรงชีพเป็นผู้ย่อยสลาย

                    ข้อสังเกต
       การจำแนกสาหร่ายออกเป็นดิวิชั่นต่างๆ จะใช้ชนิดของรงควัตถุที่ใช้ในการสังเคราะห์แสดงเป็นหลักเกณฑ์ที่สำคัญ

                     ตัวอย่างข้อสอบ
       เซลล์ของยูกลีนาแตกต่างจากเซลล์ของสาหร่ายทั่วไปในข้อใด
1. ไม่มี CELL WALL
2. มี CONTRACTILE VACUOLE
3. มี PHOTOSYNTHETIC PIGMENTS แบบเดียวกับสาหร่ายเกลียวทอง
4. สามารถดำรงชีวิตแบบ HETEROTYPE ได้
ก. 1,2
ข. 2,3,4
ค. 1,2,3
ง. 1,2,4
ตอบ ง.

                                   อาณาจักรโมเนอรา (KINGDOM MONERA)
       สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้เป็นพวกที่มีเซลล์เป็นแบบโปรคาริโอติกเซลล์
1. ไฟลัมชิโซไมโคไฟตา (PHYLUM SCHIZOMYCOPHYTA) แบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว เซลล์ของแบคทีเรียมีผนังเซลล์ซึ่งเป็นพวกคาร์โบไฮเดรตและกรดอะมิโน บางชนิดมีแคปซูลเป็นสารเมือกหุ้มอยู่ เพื่อป้องกันอันตรายแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือรูปร่างกลม(COCCUS) รูปร่างเป็นท่อน(BACILLUS) และพวกที่มีรูปร่างเป็นเกลียว(SPIRILLUM)
2. ไฟลัมไซยาโนไฟตา (PHYLUM CYANOPHYTA) สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน(BLUE GREEN ALGAE) เช่น Oscillatoria Sp.,Spirulina Sp.,Anabaena Sp. เป็นต้น

                               ไวรัส
       เป็นสิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็กมาก มองไม่เห็นได้ด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดาไม่มีคุณสมบัติประการอื่นของสิ่งมีชีวิต นอกจากความสามารถในการสืบพันธุ์ด้วยการจำลองด้วยตัวเอง (DUPLICATION) ภายในเซลล์ของผู้ถูกอาศัย(HOST) ไวรัสประกอบด้วย DNA หรือ RNA และเปลือกหุ้มที่เป็นโปรตีนไวรัสบางชนิดอาจมีสารอื่น นอกเหนือจากนี้

                 ข้อควรจำ
       โรคที่เกิดจากสิ่งมีชีวิตประเภทต่างๆ

                    ตัวอย่างข้อสอบ
       โรคในข้อใดที่มีสาเหตุมาจากไวรัส แบคทีเรีย โปรโทรซัว และ เชื้อราตามลำดับ
ก. โรคพิษสุนัขบ้า กลาก คอตีบ มาเลเรีย
ข. ไข้หวัดใหญ่ วัณโรค ไข้มาลาเรีย กลาก
ค. งูสวัด ตับอักเสบ ปอดบวม ไอกรน
ง. โรคเอดส์ บาดทะยัก ไส้ติ่งอักเสบ โรคเรื้อน
ตอบ ข.

       สิ่งมีชีวิตในข้อใดที่กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ไม่ได้ เกิดขึ้นในคลอโรพลาสต์
ก. สาหร่ายสีน้ำตาล
ข. สาหร่ายสีแดง
ค.ไซยาโนแบคทีเรีย
ง. ไดอะตอม
ตอบ ค.